ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ เสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจไทย และการปฏิรูปโครงสร้างทางสถาบันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บนเวที IMF–World Bank 2026

กรุงเทพฯ – 13 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยี ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของการเสวนาพิเศษ “Thailand Special Seminar: Bangkok 1991–2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth” ภายในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
การเสวนาครั้งนี้ย้อนมองเส้นทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี นับจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank ครั้งก่อนในปี 2534 จากยุคแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สู่การฟื้นตัวและสร้างเสถียรภาพหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก่อนก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้องรับมือทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี โดยมุ่งถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ยกระดับผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
เวทีดังกล่าวรวบรวมผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชั้นนำของไทยและนานาชาติ ได้แก่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นาย กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัลและศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจไทยและบทบาทของประเทศในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคและระดับโลก
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ สะท้อนมุมมองว่า ประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้บทเรียนสำคัญแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยที่เชื่อมโยงและส่งเสริมซึ่งกันและกัน ได้แก่ การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ (Integration) การปรับตัว (Adaptability) และการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capability) เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
ประการแรก การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ (Integration) เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในภูมิภาคและห่วงโซ่คุณค่าโลก
ดร.สุทธิพันธ์ มองว่า การเชื่อมโยงเศรษฐกิจผ่านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศไทยและอาเซียนมาอย่างยาวนาน แม้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะเผชิญความแตกแยกและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเปิดกว้างและมีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง โดยในปี 2568 อาเซียนมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 243,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 15% ของ FDI ทั่วโลก สะท้อนถึงศักยภาพและความสำคัญของภูมิภาคในระบบเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ การค้ารวมของอาเซียนมีมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 90% ของ GDP ภูมิภาค หรือมากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่การส่งออกทั้งหมดของอาเซียนไปยังตลาดโลกในปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนมากกว่า 8% ของการส่งออกทั่วโลก ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอาเซียนในระบบการค้าโลก
อย่างไรก็ตาม แม้อาเซียนจะประสบความสำเร็จในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศและการพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม สามารถคว้าโอกาสใหม่ผ่านการยกระดับห่วงโซ่การผลิตและการพัฒนาระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น
ดร.สุทธิพันธ์ เน้นย้ำว่า ในโลกที่เผชิญความผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินหน้าเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคและโลกอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศให้เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในเครือข่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ประการที่สอง การปรับตัว (Adaptability) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง
ดร.สุทธิพันธ์ มองว่า ประเทศไทยไม่สามารถสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องปรับตัวไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ระดับภูมิภาคมายาวนาน แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งต้องอาศัยเทคโนโลยี องค์ความรู้ และความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้หรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านฐานอุตสาหกรรมของตนจากการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้หรือไม่ โดยกรณีของยานยนต์ไฟฟ้าสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ 3 ด้านที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนโอกาสใหม่สำหรับอาเซียนและประเทศไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ดร.สุทธิพันธ์ เน้นว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจอาเซียนในระยะต่อไป และประเทศไทยจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการคว้าโอกาสดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวต้องไม่จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ต้องครอบคลุมถึงการเตรียมความพร้อมของแรงงานแห่งอนาคต การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโอกาสทางเศรษฐกิจ
พร้อมทั้งขยายโอกาสดังกล่าวให้ครอบคลุมไม่เพียงกรุงเทพฯ แต่รวมถึงภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศและพื้นที่อื่น ๆ ในอาเซียน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างทั่วถึงและสร้างประโยชน์ให้แก่คนในวงกว้าง
ประการที่สาม การเสริมสร้างขีดความสามารถ (Capability) เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.สุทธิพันธ์ ชี้ว่า แม้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียนและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ASEAN+1 และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) แต่การใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยสถาบันที่เข้มแข็งและการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ดร.สุทธิพันธ์ ได้ยกตัวอย่างผลการศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ระบุว่า แรงงานเกือบ 80 ล้านคนในอาเซียนมีโอกาสได้รับผลกระทบจาก Generative AI ซึ่งหมายความว่าลักษณะงานและทักษะที่จำเป็นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของอาเซียนชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจสร้างโอกาสใหม่และงานสีเขียวได้เกือบ 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573
ตัวอย่างทั้งสองสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างนวัตกรรม และการเพิ่มผลิตภาพจะเกิดผลได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีขีดความสามารถเชิงสถาบันที่เพียงพอ โดยสถาบันต่าง ๆ ต้องมีความเข้มแข็ง คล่องตัว และมีพลวัต สามารถดำเนินการปฏิรูปได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ความท้าทายสำคัญของไทย: การปฏิรูปเชิงสถาบันและการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงต่อของการนำเสนอ ดร.สุทธิพันธ์ ได้เน้นย้ำว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดประการหนึ่งของประเทศไทย คือความสามารถของสถาบันในการผลักดันการปฏิรูปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่อง แม้ประเทศไทยจะมีความยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้ โดยวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีเจตจำนงที่ชัดเจน โดยเฉพาะเจตจำนงทางการเมือง ประเทศไทยก็สามารถก้าวผ่านความท้าทายที่ยากลำบากได้
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปเชิงโครงสร้างต้องอาศัยการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และประเทศไทยยังทำได้ไม่ดีพอในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ปัญหาสำคัญคือ แม้ประเทศจะมีแผนพัฒนาที่ดี มีบุคลากรที่มีความสามารถ และมีโอกาสเชิงยุทธศาสตร์มากมาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์และศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นการเพิ่มผลิตภาพอย่างต่อเนื่องได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดเชิงสถาบันที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ
ดร.สุทธิพันธ์ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ หนี้ครัวเรือน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผลิตภาพของ SMEs ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ที่ล่าช้า ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับคุณภาพและประสิทธิภาพของสถาบัน
ท่านเน้นว่า ประเทศไทยไม่สามารถหันหลังให้กับความท้าทายเหล่านี้ได้อีกต่อไป หากต้องการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับอาเซียนและประชาคมโลก การวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้านจึงต้องตามมาด้วยการลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ในยุคดิจิทัล บทบาทของภาครัฐมีความสำคัญยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและรูปแบบการทำงาน สถาบันต่าง ๆ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการสร้างความทั่วถึง เนื่องจากแม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่ก็อาจทำให้ช่องว่างทางดิจิทัลและความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานขยายตัวได้ ภาครัฐจึงควรลงทุนในการพัฒนาทักษะ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านของแรงงาน และการสนับสนุนให้ SMEs นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้ประโยชน์จากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI กระจายไปสู่คนในวงกว้าง
ดร.สุทธิพันธ์ สรุปว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าจำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบาย การประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตลอดจนการดำเนินนโยบายที่โปร่งใสและตรวจสอบรับผิดชอบได้
บทสรุป: ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปฏิรูป เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
ในช่วงสรุป ดร.สุทธิพันธ์ เน้นว่า บทเรียนจากการพัฒนาเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่ปี 2534 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤต แต่ความยืดหยุ่นไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่า ประเทศไทยควรใช้ทุกวิกฤตเป็นโอกาสในการปฏิรูป เพื่อเพิ่มผลิตภาพ สร้างความทั่วถึง และเสริมความสามารถในการแข่งขัน
การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับอาเซียนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การลงทุนในคนและเทคโนโลยี และการเสริมสร้างสถาบันภายในประเทศให้เข้มแข็ง หากประเทศไทยสามารถผสานความแข็งแกร่งของภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงินเข้ากับธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น ประเทศก็จะสามารถก้าวข้ามการเติบโตที่ชะลอตัว และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจอาเซียนและเศรษฐกิจโลก
ดร.สุทธิพันธ์ แสดงความเชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถแก้ไขความท้าทายด้านสถาบัน พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคตโดยไม่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง ประเทศจะสามารถบรรลุการเติบโตที่มีความยืดหยุ่น ทั่วถึง และยั่งยืน ตลอดจนก้าวสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ และยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่มีมาตรฐานสอดคล้องกับกลุ่ม OECD


